กับดักของแรงบันดาลใจ

เรื่องภาษานับว่าเป็นสิ่งที่ขาดการใช้เป็นไม่ได้เลยทีเดียว
การเขียนภาษาอังกฤษด้อยลงอย่างชัดเจน เมื่อเราได้ไปคลุกคลีกับภาษาไทยที่มากขึ้น
เป็นดั่งเช่นทุกครั้งที่เมื่อเราพิมพ์ภาษาหนึ่งไม่ออกก็จะเปลี่ยนเป็นอีกภาษาหนึ่งแทน

จริงๆแล้ว การใช้ภาษาให้คล่องปรื๋อนั้น มันจำเป็นต้องถูกใช้อย่างซ้ำไปซ้ำมาเวลานานเพื่อให้เกิดเป็นความเคยชิน
เพราะมันจะทำให้เราใช้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียกข้อมูลจากสมองมากนัก…
นับว่ามันก็คล้ายคลึงกับการฝึกนิสัยผนวกกับความคิดทัศนคติ
ที่เราย้ำคิดย้ำทำซ้ำๆลงไปเป็นประจำจนติดตัว จะเปลี่ยนแปลงทีหนึ่งต้องอาศัยระยะเวลานานก่อนที่จะเริ่มจางลง

ความเคยชินที่เคยเป็นมาตลอดนี่เอง ที่หลังจากเราเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิต ยังคงเหลือเชื้อจากนิสัยเก่าเราในวันนี้
ทุกๆครั้งที่มันแวะเวียนมา มักจะเกิดเป็นความเศร้าหม่นหมอง พุ่งทะยาน และความอึดอัดคับแคบใจไปชั่วขณะหนึ่ง…​

อย่างเช่นในวันนี้….วันอาทิตย์ ที่ใช้ชีวิตอย่างช้าๆ สบายๆ..​
เรามาเดินเล่นย่อยอาหารในซุเปอร์มาร์เก็ตหลังจากที่ทานข้าวกลางวันเสร็จ
และทุกๆครั้งที่เรามาที่นี่ เราอดที่จะแวะเวียนไปร้านหนังสือไม่ได้ อย่างน้อยๆขอกราดไปพลิกแมกกาซีนไปมาก็ยังดี
การคิดที่จะเลิกซื้อเลิกอ่านแมกกาซีนหรือหนังสือป็นสิ่งที่นับว่ายากมากสำหรับเรา
เรียกว่า ถ้าให้เลือกเสื้อผ้ากับหนังสือแล้ว อย่างหลังดูเหมือนจะอยู่ในปัจจัย 4 ซะมากกว่า
และครั้งนี้ เราก็หาเหตุผลจนได้ในการซื้อแมกกาซีนเล่มหนึ่งด้วยเห็นว่า มันช่างเป็นแรงบันดาลใจเสียจริง!

นับจากช่วงวัยที่เราสามารถอ่านเขียนได้คล่อง แรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่เราไม่เคยขาดหายไปจากชีวิตประจำวัน
หนังสือหนึ่งเล่ม สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เราคิดทำอะไรต่อมิอะไรได้ยาวเป็นหางว่าว รวมไปถึงการเขียนทั้งสาระไร้สาระกันไป
ความรัก เป็นแรงบันดาลใจให้เราใช้ความสามารถเชิงศิลป์มาทำให้เป็นของขวัญ อย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้
ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากที่จะเป็นได้บ้าง ทำได้บ้าง คิดได้บ้าง
นักดนตรีหนึ่งคน สามารถทำให้เรามีความฝันที่อยากจะเล่นดนตรีได้อย่างเค้าบ้าง แล้วก็ฝึกปรือมาเรื่อยๆ
รูปถ่ายสวยๆ ทำให้เราอยากออกไปท่องเที่ยว จับกล้องแล้วถ่ายอะไรที่อยากถ่ายออกมา
บ้านหรือสถานที่สวยๆ เป็นอีกความชอบส่วนตัวที่ทำให้เรากลายเป็นคนที่สร้างวิมานในอากาศอยู่เนืองๆ
นี่ยังไม่รวม คนอัจฉริยะระดับ สตีฟ จอบส์ / มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กส์/  บิลล์ เกตต์ / และอีกหลายต่อหลายคนที่เป็นคนดังทั้งหลาย ที่เราชอบเอาแนวคิดของคนเหล่านี้มาถามตัวเองว่ามีบ้างมั้ย?
แม้กระทั่ง ร้านกาแฟ ที่เราชอบนั่ง….​ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้เข้าไปทำงานในช่วงเวลาหนึ่ง…..
เอาเป็นว่า ชีวิตที่ผ่านมา 3 ทศวรรษ เรากินแรงบันดาลใจเป็นอาหารอยู่สัก 70 เปอร์เซนต์ได้กระมัง

และถ้าถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราขาดแรงบันดาลใจ?
ชีวิตจะดูเหี่ยวเฉา เหมือนต้นไม้ที่ขาดปุ๋ยบำรุงดิน
ความสดใสหายไป ความรู้สึกเหมือนชีวิตเคว้งๆ เนือยๆเหมือนขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่ง
จนถึงไขว่คว้าหาแรงบันดาลใจจากทางใดทางหนึ่งให้จนได้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่การขาดหายของแรงบันดาลใจ
ตรงกันข้าม มันเกิดขึ้นจากข้อความบทความต่างๆที่เขียนขึ้นมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจตะหาก…​

บทสัมภาษณ์ต่างๆที่ถูกรวบรวมมาจากผู้คนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักพร้อมทั้งการได้เลือกเดินเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ
ทำให้เรา”เกิด” อยากเป็นแบบผู้คนเหล่านี้ขึ้นมา
มันกระตุ้นความนึกคิดเราโดยเกิดเป็นคำถามว่า
ทำไมเราถึงเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทั้งๆที่อยากเป็น อยากอยู่อย่างนั้นซะเหลือเกิน?

สิ่งที่ทำให้เราตระหนักในครั้งนี้คือ
บทความลักษณะที่เราเคยเสพมาตลอดโดยคิดว่าเป็นเรื่องดีในโลกแห่งการเป็นการอยู่นั้น
มันไม่ต่างอะไรเลยกับยาเสพย์ติด
เมื่อมองในแง่ของจิตวิญญาณแล้ว
มันสามารถกลายเป็นการเพิ่มความอยากมี อยากได้ อยากเป็นได้
มันแปลงกายเป็นความฝันที่ทำให้เราไปอยู่ในอนาคต
มันสามารถกดดันทำให้เรารู้สึกผิดหวังกับตัวเองในปัจจุบัน
เกิดเป็นการผลักดัน พุ่งทะยานไปในความคิด ว่าเราต้องทำได้ ต้องเป็นได้ ต้องมีได้ในอนาคต​
จากความสุขที่เรามีอยู่พอดีๆแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ซ้ำซ้อน (ที่มาในรูปแห่งความสุข)
กดดัน หม่นหมอง (เพราะต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้) ขึ้นมาอย่างทันทีทันใด…​

เราเริ่มกระสับกระส่ายกับเส้นทางชีวิตของเราเอง
เริ่มรู้สึกอยากออกจากงาน เริ่มมีโปรเจคต์ใหม่ (ที่ซำ้ของเก่า)เข้ามาในหัว
เริ่มเข้าไปอยู่ในอนาคตมากเข้าๆ
จนในที่สุด…เมื่อมันมากเกินไป และทำอะไรยังไม่ได้ในปัจจุบัน
ทำให้เราก็ต้องยอมศิโรราบให้กับความทุกข์ใจ
โดยยอมปล่อยความอยากทั้งหลายเหล่านี้ให้มลายหายไปด้วยตัวมันเอง
และยอมพอใจกับสิ่งที่เราเป็นอยู่แล้ว มีอยู่แล้ว ณ ปัจจุบัน

การตระหนักครั้งนี้ นับว่าสำคัญมากเลยทีเดียว
เพราะการเขียนนั้น มีบทบาทมากกว่าที่เราคิดเอาไว้
จนทำให้เรากลับมานั่งพิจารณาให้ถ้วนถี่อีกครั้ง ก่อนที่จะเขียนอะไรลงไป
เพราะหากเรากำลังเขียนสิ่งที่ช่างดูดี แต่อันที่จริงมันทำให้ผู้คน”หลง” วกวน กับสิ่งที่อยากได้ อยากมี อยากเป็นนั้น
นอกจากจะไม่สามารถช่วยดับทุกข์แล้ว ยังไปแถมความทุกข์ให้ผู้อ่านเสียอีก!
แต่ความผิดพลาด มักหลงเหลือมาจากกับดักความเคยชิน และเชื้อแห่งนิสัยที่ยังมีผลอยู่
ซึ่งกว่าจะหมดไป ต้องผ่านการกลั่นกรองจากบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าเราจะปล่อยทุกอย่างได้อย่างหมดจิตหมดใจ

ถึงกระนั้นก็ตาม
เราก็หวังว่า ผู้อ่านจะได้รับรู้ถึงการปลดทุกข์ มากกว่า เพิ่มทุกข์
จากบทความที่เราเขียนลงมา ณ ที่นี้ ….
หากมันทำให้เกิดความวกวนในความคิดต่างๆ
ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
โดยเราจะเขียนตรงกับความเป็นจริง (สัจธรรม)ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เพื่อเป็นประโยชน์อันสูงสุดของผู้อ่านค่ะ

– Olive & The Twoth –

Share your thoughts with us!

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s