Faith [วางใจ] | March 2013

March becomes the month that I opened the 2th’s door wider.
Simply says, I extended my old frame of rules and conditions.
And this…is the few more steps for me to realize how should I deal with stuffs without pinning myself on it painfully.
For me, the pressure could not help to get things done greatly but bringing me more of a hard time.

What is the better way then?

For about 3 years ago,
I had a conversation with Nola, my Greek friend. She was my spiritual coach who is also an mosaic artist.
She told me, she had just found out that working with the word “Intention” gives better result
(in term of the work amount and quality in the limited time) rather than the word “Goal” or “Deadline”.
I thought about it for a day, … but still..I did not really know how it works.

Last year,
I also have read about “Taoism Way of the Leader” with their principle of spontaneousness.

Honestly, I could not completely understand though it sounds right to me..
It seemed too far to reach or know how.

Up until few months ago,
I pushed myself  so hard with the piano rehearsal.
With the limited of time to finish a song, it became such a high pressure.
I stopped my body exercise, writing journal, hanging out with friends,
drawing, reading books..etc
Just for having time to practice more and more and more.
By this, only what I got was 2 pages of Bach’s Prelude (by memory) plus stress.

My thought went back and forth between future and present time.
Hundreds of things came into my mind with a huge expectation.
It was such a heavy feeling that I tried to win it.

Something is going wrong! it came up in sudden during the night.
I should enjoy practicing it, not this awful feeling!
I knew right away, the fear had invaded me again.
It was like the shadow of expectation.
I reckoned, they are always coming together.

There is actually no weapon to handle this.
The more we fight, the more we get deeper into our fears.
Only thing that work best in this situation is having ‘FAITH’ and ‘TRUST’ in our own future.
and again “Be Kind to Ourselves”

The word “FAITH” or TRUST” relieved me from the stress.
I felt lighter, relax, and accept more with my ability.
This is not the way to get rid of fear though,
it just come in to replace the negative feeling of future by using the present.
It creates the confidence within me gradually.
And once when I stayed away from my worries, the spontaneousness was what I finally met.

Consequently,  it taught me about our nature!

The nature come with its own discipline similar to body clock.
It has an amazing adjustmen with its own rule of change by cause and effect
Yet simple and efficient toward each objective.

Another fact is the state of ” Worry Free” is one of the principles in religions or even non-religion.
The only difference is the method or process that teach us to be freed from it.
Yet from our little imagination with worry could indeed extend itself to long-term damage which is unknown.

-The 2th-

เดือนมีนาคม กลายเป็นเดือนที่เราแง้มประตูของเดอะทูธให้กว้างขึ้นค่ะ
หรือจะเรียกง่ายๆว่าเป็นการขยายยืดปรับสัดส่วนของกรอบหรือ กฎเกณฑ์ ที่เคยมีออกไป

นับว่าเป็นอีกขั้นเล็กๆของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสิ่งที่กำลังทำอยู่
ซึ่งในห้วงเวลาเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้ คือ การเรียนรู้ที่จะไม่ติดยึดกับมันมากเกินไป
เพราะจะกลายเป็นความกังวลและห่วงจนเลยเถิดไปเป็นความกดดันให้ตัวเอง
ผลที่ได้ นับเป็นสิ่งตรงข้ามอย่างสุดโต่ง
นอกจากจะไม่ได้งานแล้ว ยังแถมความเครียดตามมาอีกเป็นพรวน

สิ่งสำคัญของจุดนี้ คือการปล่อยให้งาน (และชีวิต) ได้ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ
แทนการดึงดัน รบเร้า และขีดเส้นตายจำกัดชีวิตอย่างกับนักโทษ

ความเป็นธรรมชาติที่ว่านี้ในตอนแรก เราเคยได้อ่านเจอในหนังสือของเต๋า
และไม่เคยเข้าใจมันสักที แม้จะพยายามจินตนาการ แต่ดูมันไกลเกินไป

จนกระทั่งเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

คำว่า “วางใจไปกับมัน​” เริ่มเข้ามาปลอบประโลมความกดดันของเรา
กลายเป็นการผ่อนคลายมานั่งแทนที่

ในทุกขณะจิต คนเรามักซ่อนความกลัวภายใต้หน้ากากแห่งความหวังอยู่เสมอ..
และเหมือนว่า ทั้งสองเป็นเงาของกันและกันจนกลายเป็นความกดดันลึกๆอยู่ตลอดเวลา

ส่วนใหญ่ กลัวที่จะไม่เป็นดังหวัง…

คำว่า วางใจ นั้นไม่ได้เป็นการกำจัด ความกลัวออก แต่เป็นการเข้าไปแทนที่ความกลัวในอนาคต ด้วยปัจจุบัน
พูดง่ายๆ ก็คือ การปล่อยให้ “ผล” เป็นเรื่องของอนาคต และกลับมาอยู่กับปัจจุบันแทน

เมื่อเราไม่กังวลไปกับมันแล้ว วิถีทางในแต่ละอย่างกลับสู่ความเป็นธรรมชาติ
ธรรมชาติที่ว่านี้มีวินัยในตัวมันเองอย่างลึกซึ้ง มีความนิ่มนวล และถ่อมตนอย่างเป็นระเบียบ

คล้ายๆกับ นาฬิกาปลุกในตัวเรา
ที่เชื่อมโยงกับระบบการทำงานภายในร่างกายให้เข้ากับชีวิตประจำวันภายนอก
แม้การเปลี่ยนแปลงขึ้นลง จะเป็นกฎตายตัวของมัน
แต่ก็อยู่บนเหตุที่ทำให้เกิดผลอยู่เสมอ
มันสมถะ เรียบง่าย และ สงบ
ในขณะเดียวกันมันสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และ แม่นยำ

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ ความไร้กังวลเป็นหนึ่งจุดประสงค์หลักที่แทรกตัวอยู่ในอณูของแต่ละศาสนา
ศาสนาคริสต์ ก็สอนว่า เราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

ศาสนาพราหมณ์ ก็ให้ ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่โดยปล่อยความกังวลไว้กับพระเจ้า

ศาสนา อิสลาม มีการละหมาด (ศอลาตฺ)ต่อพระอัลเลาะห์วันละหลายครั้ง
ซึ่งวิธีนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการบรรเทาความกังวลและความเครียดไปในตัว

ส่วนศาสนาพุทธ สอนให้ปล่อยวาง จากความกังวลและสิ่งที่ยึดติดทั้งหลาย

เราจะเห็นได้ว่า สัจธรรม (ความจริงของธรรมชาติ)
ล้วนเป็นแก่นของแต่ละศาสนา ที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
สิ่งที่แตกต่างเป็นเพียง วิถี เพื่อให้เหมาะกับแต่ละบุคคลเท่านั้น
และนี่ยังรวมถึงผู้ที่ไม่นับถือแม้ศาสนาใดๆ
หากถือหลักการ เหตุและผลเป็นหลัก ซึ่งสัจธรรมเองก็เป็นคำตอบในตัวเช่นเดียวกัน

ความกังวลแม้ดูจะเป็นจุดเล็กๆจุดเดียว
แต่มันสามารถขยายตัวมันเองไปไกลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
ทั้งๆที่ ….​มันเป็นเพียงการอุปโลกน์ (จินตนาการ) ขึ้นเท่านั้น!

-เดอะ ทูธ-

Share your thoughts with us!

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s