พุทธศักราช 2561

สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

(งึมงำหรือที่เรียกสวยๆว่าเกริ่นนำ)
นับเป็นเวลาหลายเดือนที่เราไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไรในนี้ ช่วงเวลาแห่งการหายไปจากหน้าจอมันคงคล้ายกับการหยุดชะงักของนัก(อยาก)เขียน ที่อยู่ดีๆก็ไร้ซึ่งความคิดใดๆเข้ามาและสิ่งที่เขียนลงไปก็ดูไร้ซึ่งความหมายไม่ต่างกัน แต่แม้ว่าเราจะหยุดไป เราก็ยังเลือกที่จะต่ออายุ และมองการเคลื่อนไหวของที่แห่งนี้ต่อไป

(เริ่มเข้าเรื่องกันนะ)
กลับมาครั้งนี้ เราเรียนรู้ในการอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายอย่างแท้จริง เราสัมผัสกับความยุ่งในชีวิตที่มักจะทำให้ผู้คนดิ่งลงไปในห้วงแห่งความคิดและความกังวล ได้เป็นส่วนเล็กๆกับกลุ่มที่ต้องการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เจอะเจอผู้คนที่มีจุดเด่นและแนวคิดที่แตกต่างกัน….

แต่…แต่….แต่….ก่อนที่เราจะสรุปให้ผู้อ่านฟังกัน….มันจะต้องผ่านความพังมาก่อน”พังค่ะ….พัง!” ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตจากการงานที่ไม่คิดว่าจะกระทบได้ขนาดนี้!

หลายๆคนคงรู้ดีว่าเราเป็นนักวิจัยอิสระที่ทำงานกับโครงการต่างๆ เป็นพวกที่เบื่อง่าย หน่ายเร็วแต่ความสามารถก็งั้นๆ เรื่องมันเริ่มจากความอยู่ดีไม่ว่าดีของเราเอง เราเริ่มเบื่อกับสิ่งเดิมๆเลยอยากจะเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆเข้ามาให้เป็นสีสันเล่นๆ ประกอบกับการชวนมาทำงานของเพื่อนเราเหมาะเจาะพอดีเป๊ะ!! แต่ไอ่การเล่นครั้งนี้นี่..มันเล่นงานตัวเองชัดๆ จนเราอยากจะเขกหัวตัวเองหลายๆทีหลังจากที่เข้าไปทำงานโดยไม่รู้ชะตาของตัวเองเล้ยยยย…

งานอะไรวะที่มันจะทำให้พังขนาดนี้ได้?……งานนี้ง่ายมากค่ะ เรามีระยะเวลา 4 เดือนในการเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงการหนึ่ง…..​ซึ่งส่วนใหญ่เราจะอยู่เบื้องหลัง  แค่หาข้อมูลทุติยภูมิ รวบรวมข้อมูล สรุปโครงการซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากทีมงาน.. แต่สิ่งที่คิดมักไม่ใช่สิ่งที่เป็น(เสมออออออ)……. ช่วงเวลาที่วางกันไว้ถูกบีบเข้ามาเหลือเพียง 2 เดือน กับรายงานรอบแรก และเสร็จสมบูรณ์ภายในต้นเดือนที่ 4 โดยที่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นความรู้ใหม่ล้วนๆ แถมเนื้องานที่คุยกันไว้ตอนแรกก็เปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด (ซึ่งตอนรับงานมา เราช่างขาดสติในการไตร่ตรองถึงเรื่องนี้จริงๆ!) การศึกษาเรียนรู้ไปพร้อมๆกับการทำงานที่มีเวลา(โคตร) น้อยมันช่างท้าทายเสียนี่กระไร!!?

โชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง ที่ได้รับความร่วมมือจากทีมอย่างขมักเขม้น (ในวัน deadline) ทำให้นึกถึงช่วงปั่นรายงานสมัยป.โทที่มาพร้อมกับภาวะเลือดสูบฉีดและใจสั่น อัดกระทิงแดงขยันกันข้ามวันข้ามคืน (แต่รอบนี้เราไม่พึ่งนาจา) ซึ่งเราไม่ได้อยู่ในภาวะนี้มาหลายปีดีดัก เป็นเหตุให้สหายเก่า..ภาวะไทรอยด์เริ่มทำท่าจะกลับมาเยี่ยมเยือนเราอีกครา (หลังจากที่รักษาตัวมา 2 ปีให้หาย)…​ผสมกับท้องไส้ปั่นป่วน มึนหัวอาเจียนไป 5 รอบถ้วนใน 1 คืน เรียกได้ว่ายกขบวนพาเหรด เรียงหน้ากันมาครบถ้วนเพื่อเดินไปพร้อมๆกับหุ้น SET ที่ทำ new high …และเราก็ทุบสถิติความพังไม่แพ้กัลลลล!

ถ้าเทียบกับหนัง Hollywood เราก็เหมือนตัวเอกที่รอดชีวิตมาได้ (ซึ่งอันที่จริงแล้วเราทุกคนต่างก็เป็นตัวเอกกันหมด) และเราก็มานั่งเล่าให้ผู้อ่านฟังนั่นแล!!

(ยาวเกิ๊น….สรุปได้แร้น)
ในสถานการณ์เหล่านี้ เรามีหลักเพียงไม่กี่หลักที่ช่วยให้เราพังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น (55555)
1. ทำได้ดีที่สุดเท่าไหน เท่านั้น!  – ไม่ว่านายจ้างหรือคนที่จะสั่งจะอยากได้อะไรก็ตาม ในเวลาที่จำกัด ถ้ามันสุดแล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์ ก็ต้องมีการต่อรองกันไป การบีบตัวเองให้ทำในสิ่งที่คนอื่นต้องการมากเกินไป โดยเค้าไม่ได้ให้ปัจจัยที่เพียงพอ (เช่น เวลา) เท่ากับเรากำลังขายวิญญาณและกวักมือเรียกความป่วยให้กับตัวเอง (แต่ถ้าคิดว่าคุ้ม ก็ไม่ว่ากันนาจา)

2. ทำงานอย่างไร้ตัวตน – สิ่งที่สำคัญมากถึงมากที่สุด คือ การสละอัตตาตัวตนและทิฏฐิทิ้งไป!!! โดยเฉพาะงานที่เราทำเป็นทีมและไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ การรับฟังอย่างตั้งใจและทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาทำให้เราได้เรียนรู้กับมันอย่างแท้จริง แล้วเราจะถึงบางอ้อกับความโง่ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ (ฮา)

3. เชื่อมกับผู้อื่นในทีม – การสื่อสารและการเชื่อมคนในทีมเป็นส่วนที่ทำให้เกิด dynamic เหมือนๆวงออเคสตรา ที่แม้จะเป็นเครื่องเป่า เครื่องสาย กลอง ต่างช่วยกันบรรเลงเพลงเดียวกันให้ออกมาสวยงาม ความสัมพันธ์ของคนในทีม เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ซึ่งทีมจะทำงานได้อย่างลื่นไหลหรือมีปัญหาก็ขึ้นอยู่กับจุดนี้ด้วย

4. ความสำคัญของผู้นำ – ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ ผู้นำที่ดีเหมือนกับวาทยากร ที่มองเห็นภาพรวม รู้ถึงเป้าหมาย จุดแข็ง จุดอ่อนของแต่ละคนในทีม แล้วประกอบสิ่งเหล่านั้นให้ไปถึงจุดหมายได้อย่าง happy ทุกคน ทั้งยังต้องดูแลจัดการปัจจัยภายนอกของทีมให้เอื้อต่อการทำงานของลูกทีมได้ด้วย ซึ่งอันที่จริงมันก็ยากอยู่นา

5. ทิ้งความกังวลไปซะ! – บอกตรงๆว่าคำนี้ พูดง่ายแต่ทำยากชะมัด ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ความกังวลทั้งหลายมักต่อเนื่องกับตัวตนของเราซะเยอะ …หากเราไม่ห่วงเรื่องภาพลักษณ์ของเรา หรือความกังวลว่าเค้าจะมองเราอย่างไรได้ หรือแม้กระทั่ง Deadline ที่บางทีเราต้องช่างแม่ง! (แต่ก็เสร็จทันเวลานะ) ก็จะช่วยให้ปลดความกังวลทิ้งไปสบายๆ…ความกังวลมักมากินที่สมองและจิตใจของเราทำให้ปิดกั้นความแจ่มใสและสร้างสรรค์ การทิ้งขยะไปในทุกวันจะช่วยให้เรามีพื้นที่ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี

6. สุดท้ายและท้ายสุด……​จริงจังกับมันให้น้อยลงหน่อย!! – ชีวิตไม่ได้มีเพียงการงาน มันยังมีมิติอื่นที่เราต้องให้ความสำคัญ การจริงจังมากเกินไปบางทีก็กลายเป็นความเครียด (ลึกๆ) กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โดนมันเล่นงานร่างกายและจิตใจเราซะแล้ว..​ถอยออกมามองเพื่อให้เห็นโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล ปัญหาที่เรามองใหญ่เท่าช้างจะได้เล็กลงหน่อย การมองในหลากหลายมิติจะช่วยให้เราเห็นทางออกได้ง่ายขึ้น และเบาขึ้นนาจา!

….ฟิ้ววววว……..​

ในที่สุด…..เราก็ได้กลับมาสู่ชีวิตที่มีความยุ่งทางการงานน้อยลง แต่ยุ่งกับครอบครัวมากขึ้น รอบต่อไปจะมาเล่าเรื่องเลี้ยงเด็กให้มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจกัน….ในฐานะที่ดั้นด้นไปเรียนการเลี้ยงเด็กมาแล้วเริ่มเอามาใช้กับการเลี้ยงหลาน (และกำลังจะเพิ่มมาอีกคน) ส่วนจะเอาไปใช้กันได้มากน้อยขนาดไหน ตามแต่วิจารณญาณเลยนะจ๊ะ 🙂

สุขสันต์วันปีใหม่เน้อทุ้กคนน….​ผ่านไปอีกปีแล้ว T_T เร็วเกิ๊นนน สนุกสนานกับการชีวิตนะคะ 🙂

Olive & The 2th
โอลีฟแอนด์เดอะฑูต

 

Advertisements

Share your thoughts with us!

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s